วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

สุดยอดปืนสไนเปอร์

TOP 10 อันดับ สุดยอดปืนสไนเปอร์

TOP 10 อันดับ สุดยอดปืนสไนเปอร์



1.L115A3 AWM (AWM-Arctic Warfare Magnum) -British 
          เป็นปืนสไนเปอร์ระยะไกล ที่ยิงได้อย่างแม่นยำในระยะ 1,500 ม. มีใช้ใน 8 ประเทศ 


2. Chaytac M200 (.408) - American 
เปิดตัวครั้งแรกปี 2001 ใช้กระสุนขนาด .408 Cheytac ระบบปฏิบัติการแบบ Bolt-action ควมจุ 5 - 7 นัด
ระยะหวังผลสูงสุด 1,800 - 2,000 เมตร เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากภาพยนตร์ เรื่อง SHOOTER




3.Barrett M82 .50 Cal - American
ปืนซุ่มยิงระยะไกลที่มีอำนาจการยิงสูง ประจำอยู่หลายหน่วยทั่วโลกเป็นปืนซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ ที่มีรังเพลิงไว้ใช้กับลูกขนาด .50 ที่มีอำนาจการทำลายสูง ด้วยประสิทธิภาพการยิงที่แม่นยำที่ระยะ 1,500 ม. รวมทั้งสถิติการยิงที่ระยะ 2,500 ม. จึงสามารถใช้ปฏิบัติการต่อเป้าหมายที่สำคัญและขนาดใหญ่ เช่น หอควบคุมเรดาห์ รถบรรทุก หรืออากาศยาน



4.AS50 - British
AS50 เป็นปืนซุ่มยิงทรงประสิทธิภาพสูงของกองทัพอังกฤษ เปิดตัวครั้งแรกปี 2006 ระยะยิงหวังผลสูงสุด 
1,500 ม.



5. Dragunov SVD Dragunov - Soviet

เป็นหนึ่งในรุ่นที่ดัดแปลงมาจากปืนไรเฟิล AK ของรัสเซีย โดยดัดแปลงลำกล้องให้ยาวขึ้น เปลื่ยน พานท้ายปืนและเพิ่ม Feeder ถุกใช้อย่างแพร่หลายในยุโรปตะวันออกและรัสเซีย มันสามารถเล็งเป้าหมายที่เคลื่อนรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแม่นยำ ด้วยเทเลโฟโต้เลนส์รุ่น PSO -1M2 สามารถปรับความเร็วการยิงได้โดยใช้การทำงานของแก๊ส ทำให้ความปลอดภัยในการยิงและการควบคุมปืนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม Dragunov SVD จัดเป็นปืนประเภท Desingnate Marksman Rifle (ปืนของพลชี้เป้า) ไม่ได้เป็น Snipr Rifle เต็มตัว อันเนื่องมาจากความแม่นยำที่ไม่มาก การใช้งานจิงไม่เน้นที่การเอามายิงลอบสังหาร แต่จะใช้ยิงและเล็งทำนองเชิงสนนับสนุนมากกว่า เช่น การบอกตำแหน่งและการชี้ระยะเพื่อให้มีการยิงปืนใหญ่และรถถังสนับสนุน หรือเพื่อให้สไนเป็นอีกคนยิง แต่ในบางสถานการณ์ SVD ก็สามารถใช้เป็นปืนซุ่มยิงระยะกลางได้ และสามารถยิงซ้ำได้ด้วยระบบ Semi Auto ของปืน โดยสรุปแล้ว ถึงจะไม่แม่นเท่าสไนเปอร์ไรเฟิลรุ่นมาตรฐาน แต่สามารถบอกระยะได้แม่นยำด้วยขีดบอกระยะเฉพาะในลำกล้อง


6. PSG - 1 (Prazisions Sharfschutzen Gewehr - 1) - German
เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติของเยอรมัน (ชื่อของมันหมายถึง ปืนที่แม่นยำ) ผลิตโดยใช้โครงสร้างของ G3 โมเดล เป็นปืนที่มีความแม่นยำสูงที่สุด และยังได้รับการประเมินว่าเป็นปืนที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ในภารกิจการต่อต้านการก่อการร้ายของ Sniper Rifle ที่มีอยุ่ในปัจจุบัน แต่ไม่เหมาะที่จะใช้งานสำหรับภารกิจทางทหารทั่วๆไป เนื่องจาก ไม่สามารถโดนฝุ่นดินหรือโคลนได้ มีน้ำหนักมากเกินกว่า 8 กก. ยิงแบบอัตโนมัติไม่ได้และราคาที่แพงสมคุณภาพ คือ กระบอกละ 12,000$



7. M14 - American 
ประจำการกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามช่วงแรกๆ แต่เนื่องจากมีน้ำหนักมากและแระสุนมีขนาดใหญ่พกพาไปได้ไม่มาก ทางกองทัพสหรัฐจึงเก็บคืนและสั่งปรับปรุงระบบชุดลั่นไกและตัวโครงเป็นให้มีน้ำหนักเบาลงและเพิ่มความแม่นยำของระบบศูนย์และติดกล้องเล็งแล้วนำกลับไปประจำการเป็นอาวุธซุ่มยิงในหลายหน่วยของกองทัพสหรัฐ โดยเฉพาะหน่วยซีลนิยมใช้กันมาก



8. L42 EnField - British
เป็นสไนเปอร์ที่วัดกันในนัดเดียว เหมาะสำหรับคนที่ใช้สไนเปอร์ที่ชำนาญแล้วเท่านั้น เพราะกระสุนที่น้อย และเสียงที่ดังมาก เป็นปืนที่ใช้ในสงครามต่างๆมาอย่างโชกโชน เช่น สงครามโลก ครั้งที่ 1 สงครามโลก ครั้งที่ 2 ความขัดแย้งอาณานิคมต่างๆ สงครามประกาศอิสรภาพของไอริช 
สงครามเกาหลี สงครามกลางเมือง ความขัดแย้งอัฟกานิสถาน และอื่นๆอีกในปัจจุบัน



9. M110 SR25 - American
เป็นปืนยาวกึ่งอัตโนมัติที่เป็นที่นิยมของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา เปิดตัวครั้งแรก ปี 1990 ใช้ในราชการสงคราม เช่น ในอิรัก,อัฟกานิสถาน



10. M24 - American 
มีความยาว 1,092 มม. หนัก 5.49 กก. ความเร็วกระสุน 853 เมตร/วินาที ระยะยิงหวังผลสูงสุด 800 ม.

การกำจัดกลิ่นของเชื้อราให้หมดไปจากบ้าน

การกำจัดกลิ่นของเชื้อราให้หมดไปจากบ้าน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะกลิ่นนี้ ไม่เพียงแค่เหม็นเท่านั้น แต่สปอที่ลอยอยู่ในอากาศของเชื้อรา ยังเป็นเหตุให้เราเจ็บป่วยได้ การกำจัดกลิ่นของเชื้อรานั้น ไม่ยาก แต่ต้องลงมือลงแรงเสียหน่อย เพื่อจะให้ได้ผลที่ดี ดังเทคนิค 4 ข้อต่อไปนี้
1.ทำความสะอาด : การทำความสะอาดนั้น เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ในการกำจัดกลิ่นของเชื้อรา เริ่มด้วยการหาจุดที่มีเชื้อราก่อน กลิ่นอยู่ที่ไหน เราก็มักจะพบว่ามีเชื้อราอยู่บริเวณนั้น เมื่อพบแล้ว ก็ให้นำเอากระดาษเก่า ลังไม้อัด กระดาษอัด ที่อยู่ตรงนั้นออกมาให้หมด เพราะแม้จะเห็นเชื้อราปรากฏอยู่ แต่มันก็มักจะมีสปอติดอยู่ ทำให้เราได้กลิ่นของมัน พวกเศษกระดาษลังกระดาษ ให้ทิ้งไป ถ้ามีผ้า ก็ให้นำไปซัก จากนั้น ก็ให้ทำความสะอาดพื้น ผนังบริเวณนั้นให้สะอาด้วยน้ำยาทำความสะอาดและน้ำ แล้วรอให้แห้ง เปิดประตูหน้าต่าง เพื่อระบายอากาศ ก็จะช่วยให้กลิ่นหมดไปเร็วขึ้น
2.ใช้ตัวดูดกลิ่น : ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการดูดกลิ่น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการขจัดกลิ่นเชื้อรา เราสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์พวกนี้ได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบสเปรย์ หรือแบบเป็นก้อนถ่าน หรือจะใช้ถ่านจริง ๆ ก็ได้เช่นกัน นำเอาถ่านไปใส่ไว้ในถ้วยกาแฟเก่า แล้วเอาไปตั้งไว้ในบริเวณที่มีกลิ่นเชื้อรา ถ่านจะช่วยดูดกลิ่นเหม็นให้หมดไปได้ ผลิตภัณฑ์สำหรับดูดกลิ่นบางชนิดยังสามารถดูดซับความชื้นซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อราได้อีกด้วย และตัวดูดกลิ่นนี้ เราควรเปลี่ยนทุกเดือน อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูดกลิ่นอย่างประหยัดก็คือ เบกกิ้งโซดา วิธีใช้ง่ายแค่เปิดฝากล่องออก แล้วนำไปไว้ในจุดที่มีกลิ่น กรณีการใช้เบกกิ้งโซดานี้ ให้เปลี่ยนกล่องใหม่ทุกหนึ่งหรือสองเดือน
3.การทำให้กลิ่นไม่กลับมาอีก : หลังจากที่เรากำจัดกลิ่นเชื้อราออกได้แล้ว เราก็ต้องรักษาสภาพไว้ ไม่ให้กลิ่นกลับมาอีก ดังนั้น เราจึงต้องทำความสะอาดอยู่เรื่อย ๆ พยายามเปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ เพราะต้องไม่ลืมว่า อากาศที่สดชื่นนั้น ไม่เป็นมิตรต่อเชื้อรา เมื่อไหร่ก็ตามที่อากาศเอื้ออำนวย ก็ให้เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเททันที
4.ไม่ปล่อยให้มีความชื้น : การทำให้ใน หรือในห้องไม่มีความชื้น เป็นสิ่งที่จะช่วยป้องกันเชื้อราได้ดีที่สุด สำหรับในห้องที่มีความอับชื้น บางบ้านเลือกที่จะใช้เครื่องดูดความชื้น ซึ่งก็จะช่วยป้องกันปัญหาไปได้มาก หรือในบ้านที่ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ก็ให้เปิดระบายอากาศให้บ่อย และนำสิ่งของที่มีความชื้นออกไปทำความสะอาดและตากให้แห้งอยู่เป็นประจำ

แก้นกมาทำรัง

การที่นกมาทำรังอยู่ที่บ้านเรา ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับเราเท่านั้น การกำจัดออก ยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอีกด้วย บางครั้งนกก็ไปทำรังอยู่บนหลังคา ใต้ขื่อใต้คาน หรือแม้กระทั่งขวางรางน้ำ การที่เราจะไปเอาออก ก็ต้องปีนป่าย เสี่ยงอันตรายอยู่แล้ว แถมการกำจัดแบบไม่ถูกวิธี ก็จะยิ่งทำให้เรื่องที่ไม่ค่อยจะง่ายนี้ กลับยากมากขึ้นไปอีก ดังนั้น มาดูวิธีที่ถูกต้องกัน
เราทราบกันดีอยู่แล้ว ว่านกนั้น มีเชื้อโรค และเชื้อโรคบางอย่าง ก็สามารถติดเราได้โดยตรง ด้วยการไปจับต้องสัมผัสตัว รัง หรือแม้กระทั่งมูลของมัน และแน่นอนว่า ในรังของนก ก็ย่อมจะมีมูลนกเต็มไปหมด ซึ่งนั่นก็แปลว่า มันมีทั้งพยาธิ ทั้งเชื้อโรค ที่นกปล่อยทิ้งเอาไว้
1.ดูว่านกยังใช้รังนั้นอยู่ไหม เพราะถ้ามีอยู่คุณอาจไม่อยากทำลายพวก
2.กำจัดตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่า เพราะยิ่งคุณรอ หรือทิ้งไว้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งถือเป็นการรบกวนการดำเนินชีวิตของพวกมัน แต่ถ้าคุณเห็นว่า นกมันได้เข้ามาอยู่อาศัยในรังนั้นเรียบร้อยแล้ว คุณต้องจัดการมันด้วยวิธีการอย่างมืออาชีพ ดังนี้
3.ป้องกันตัวเองด้วยการสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงมือ หน้ากากอนามัย เพราะภายในรังนกมีเชื้อโรค เมื่อนำรังออกมาได้แล้ว ให้ล้างทำความสะอาดบริเวณนั้น ด้วยน้ำร้อน เพื่อฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ส่วนตัวรังนก ก็ให้นำไปทิ้งที่ถังขยะนอกบ้าน อาจจะใส่ถุงผูกให้มิดชิด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และหลังจากจัดการเรียบร้อย ก็รีบล้างมือ อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ขณะจัดการ
4.หมั่นสำรวจบริเวณบ้านอยู่บ่อย ๆ จะช่วยให้คุณตรวจพบตัวปัญหาได้ตั้งแต่แรก ๆ และเมื่อพบ ก็ให้รีบจัดการ และหากว่าคุณพบว่าเป็นรังร้าง ก็อย่างนิ่งนอนใจปล่อยไว้เช่นนั้น เพราะในฤดูกาลหน้า นกอาจจะกลับมาใช้รังนั้นอีกก็ได้

เคส

  สำหรับคนที่ซื้อมือถือมาใหม่ตั้งแต่แรก อาจจะต้องทำทั้งเรื่องการหาเคสมาใส่แล้วติดฟิล์มกันรอย แต่ทั้งหมดหากทำไม่ถูกวิธีก็อาจจะส่งผลเสียได้ วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech ได้รวบรวมข้อเสียของการติดฟิล์มกันรอยพร้อมกับการใส่เคสซิลิโคนกระกระแทกมาฝากกัน
เลือกเคสหนาไปอาจจะดัดฟิล์มกันรอย
สำหรับคนที่ Smart Phone ส่วนใหญ่เลือกเคสที่หนาเพื่อไว้ซับกันกระแทก แต่กลับเลือกติดฟิล์มแบบบางและเต็มจอเพื่อคิดว่ามันจะพอดีกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเสียของการทำแบบนี้คือ ฟิล์มอาจจะถูกเคสดันทำให้เกิดความเสียหายได้เช่นกัน ซึ่งวิธีการแก้ไข หากต้องเลือกแบบเคสหนาคือการเลือกฟิล์มชนิดไม่เต็มจอ จะลดปัญหานี้ลงได้ แม้ว่ามุมมองภาพอาจจะด้อยกว่าก็ตาม
ฟิล์มที่บางเกินไปอาจจะปกป้องกันไม่ดีอย่างที่คิด
บางครั้งการเลือกฟิล์มที่บางเกินไปก็ไม่สามารถที่จะป้องกันเรื่องกระจกหน้าจอจริงของคุณแตกได้ แม้ว่าจะเหมือนไม่ได้ติดก็ตาม ซึ่งบางคนมองว่าฟิล์มราคาหลักร้อยก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ฉะนั้น การเลือกฟิล์มควรจะมีความหนาอยู่ระดับหนึ่ง แต่สำหรับคนที่ไม่อยากได้หนาเกินไป หลีกการติดกระจกนิรภัยจะดีที่สุด
เคสซิลิโคนเหมาะกับฟิล์มกันรอยแบบไม่เต็มจอ จริงหรือ
คำถามนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย เพราะเคสส่วนใหญ่มักจะมีการปกป้องขอบและมุมของเครื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ปิดถึงหน้าจอด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นการเลือกซื้อเคสซิลิโคนนั้น ถ้าดูขอบไม่ได้หนาจนกินเข้ามาที่หน้าจอก็ไม่จำเป็นจะต้องติดฟิล์มแบบไม่เต็ม แต่ถ้เกิดกินเข้ามาก็อาจจะต้องเลือกแบบฟิล์มนิรภัยแบบไม่เต็มแทน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายของฟิล์มกันรอยนั่นเอง
เลือกเคสทั้งทีควรมีเรื่องของการป้องกันมุมของมือถือ
เคสมือถือทุกวันนี้มีหลากหลายแบบมาก บางแบบก็เป็นแค่แฟชั่น บางแบบออกแบบเพื่อป้องกันการกระแทกเต็ม ๆ ทำให้หลายคนเลือกซื้อแตกต่างกัน แต่ถ้ามองถึงเรื่องของการป้องกันแล้ว การเลือกเคสที่มีซับกันกระแทกของเคสจะทำให้เครื่องของคุณนั้นปลอดภัยมากขึ้น ถึงแม้เคสในลักษณะแบบนี้จะมีราคาสูงกว่าแบบทั่วไป แต่ก็คุ้มครองมือถือของคุณที่มีราคาหลายหมื่นได้ดีเช่นเดียวกัน
แม้จะใส่เคสนาน ๆ แต่ก็ต้องถอดออกมาทำความสะอาดเครื่องบ้าง
เหตุผลที่จะต้องถอดเคสออกมาอาจจะพบว่าเคสบางประเภทนั้นอมฝุ่น และเก็บฝุ่นหรือเชื้อโรค ไว้ข้างใน อาจจะทำให้คุณป่วยเพราะสิ่งที่สะสมอยู่ในเคสมือถือของคุณก็เป็นได้
สุดท้ายนี้ก่อนที่จะเลือกซ้อเคสหรือฟิล์มกันรอยควรดูรูปแบบการใช้งานของคุณว่าจะเป็นอย่างไรและเหมาะสมหรือไม่ เพราะการเสียเงินกับอุปกรณ์เหล่านี้อาจจะช่วยให้ระบบความปลอดภัยของมือถือคุณอาจจะทำให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นก็เป็นได้ และไม่เสียเงินเปลี่ยนบ่อย ๆ เช่นกัน